Visa–Mastercard ผนึก 200 บริษัททั่วโลก เปิดตัว "OUSD" สเตเบิลคอยน์สกุลใหม่
ถ้าคุณเป็นเครือข่ายชำระเงินที่แข่งกันมาทั้งชีวิต แล้ววันหนึ่งคู่แข่งชวนมาถือหุ้นร่วมกันในผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณจะเข้าร่วมไหม?
คำตอบของ Visa, Mastercard, Stripe, Coinbase และ Shopify คือ "เข้าร่วม แล้วเป็นเจ้าของเท่า ๆ กัน"
30 กันยายน 2026 OUSD (Open USD) สเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

💬เกิดอะไรขึ้น
พัฒนาโดย Open Standard กลุ่มพันธมิตรที่มี Coinbase, Mastercard, Shopify, Stripe และ Visa เป็นผู้ก่อตั้ง และมีพันธมิตรรวมกว่า 200 แห่งทั่วโลก ทั้งสถาบันการเงิน ฟินเทค และธนาคาร
ผู้ก่อตั้งทั้ง 5 รายทุ่มเงินรวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างสภาพคล่องเริ่มต้น และแต่ละรายได้รับหุ้นเริ่มต้นใน Open Standard เท่ากัน
ออกเหรียญโดย Bridge (บริษัทที่ Stripe ซื้อไปด้วยมูลค่า 1,100 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2024) เงินสำรองเก็บไว้ที่ BlackRock, Lead Bank และ BNY พร้อมเปิดเผยรายงานทุกเดือน
รองรับ 4 บล็อกเชน คือ Base, Ethereum, Solana และ Tempo ธุรกิจแลกเปลี่ยน OUSD แบบ 1:1 กับดอลลาร์ได้ฟรีผ่าน BVNK, Stripe และ Visa Stablecoin Platform ส่วน Coinbase เริ่มรองรับตั้งแต่ 1 ตุลาคม
หลังเปิดตัว มีโทเคนหมุนเวียนราว 468 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 0.15% ของตลาดสเตเบิลคอยน์ทั้งหมดที่มีมูลค่ารวมกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ โดย USDT และ USDC ครองส่วนแบ่งรวมกันกว่า 84%
🕐ทำไมต้องตอนนี้?
เพราะตลาดสเตเบิลคอยน์ที่กระจุกตัวอยู่กับผู้เล่นสองรายมานาน กำลังเป็นโอกาสให้เครือข่ายชำระเงินรายใหญ่เข้ามาเล่นเกมนี้เอง แทนที่จะปล่อยให้ Tether และ Circle ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินด้วยดิจิทัลดอลลาร์แต่เพียงฝ่ายเดียว การรวมตัวกันครั้งนี้จึงเป็นการสร้าง "ทางเลือกที่มีเจ้าของร่วม" ก่อนที่ตลาดนี้จะยิ่งโตและยากจะแทรกตัวเข้าไป
📍Insight
นี่คือการแก้โจทย์ "Distribution" ไม่ใช่โจทย์ "เทคโนโลยี"
เทคโนโลยีเบื้องหลัง OUSD ไม่ได้ใหม่ มีสเตเบิลคอยน์แบบนี้อยู่แล้วหลายเจ้า สิ่งที่ต่างคือโมเดลการ
กระจาย Open Standard พลิกสูตรเดิมที่ผู้ออกเหรียญเก็บผลตอบแทนส่วนใหญ่ไว้เอง มาเป็นส่งผลตอบแทนคืนให้พันธมิตรตามปริมาณและกิจกรรมที่แต่ละรายสร้างขึ้น เท่ากับใครช่วยกระจายมาก ก็ได้ส่วนแบ่งมาก นี่คือตรรกะเดียวกับโปรแกรม Affiliate หรือกองทุนการตลาดร่วม (Co-op Marketing Fund) ที่ธุรกิจ B2B ใช้กันมานาน เพียงแต่ยกระดับมาเป็นส่วนแบ่งหุ้นบริษัท
ประวัติศาสตร์ของ Visa และ Mastercard คือพิมพ์เขียวของดีลนี้
ทั้งสองเครือข่ายเริ่มต้นจากการเป็นสมาคมที่ธนาคารสมาชิกร่วมเป็นเจ้าของ ก่อนจะ IPO ในภายหลัง และเติบโตได้เพราะสถาบันที่ช่วยกระจายผลิตภัณฑ์ ก็เป็นเจ้าของเครือข่ายไปพร้อมกัน OUSD กำลังใช้สูตรเดียวกันนี้กับดอลลาร์ดิจิทัล
แบรนด์ที่คนทั่วไปแทบไม่เห็น แต่มีมูลค่าทางธุรกิจมหาศาล
ผู้บริโภคทั่วไปไม่น่าจะเรียกหา OUSD เหมือนที่ไม่รู้ว่าร้านค้าออนไลน์ใช้ผู้ให้บริการชำระเงินเจ้าไหน ถ้าโมเดลนี้สำเร็จ OUSD จะไปอยู่เบื้องหลังระบบ Checkout, การจ่ายเงินให้ Creator หรือ Affiliate และ Treasury Dashboard ขององค์กร นี่คือ Ingredient Brand แบบ B2B ที่สร้างความน่าเชื่อถือจากโลโก้พันธมิตรที่คนรู้จักอยู่แล้ว แทนที่จะต้องสร้างแบรนด์ใหม่จากศูนย์
ตัวเลข Market Share วันแรก ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด
0.15% ของตลาดฟังดูน้อยมากเมื่อเทียบกับ USDT และ USDC แต่สิ่งที่ต่างคือ OUSD เริ่มต้นด้วยเครือข่ายการกระจายที่มีอยู่แล้วตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องสร้างช่องทางใหม่ ซึ่งต่างจากสเตเบิลคอยน์ทั่วไปที่ต้องเริ่มสร้างการยอมรับจากศูนย์
📚Business Implication
"ใครกระจายสินค้าได้ดีที่สุด ควรได้ผลตอบแทนมากที่สุด" เป็นหลักคิดที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจที่มีพันธมิตรช่วยขาย ไม่ใช่แค่สเตเบิลคอยน์
Ingredient Brand คือกลยุทธ์ที่เหมาะกับสินค้าโครงสร้างพื้นฐาน การมุ่งสร้างความน่าเชื่อถือกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ (Developer, CFO) อาจสำคัญกว่าสร้างการรับรู้แบรนด์กับผู้บริโภคทั่วไป
คู่แข่งที่รวมตัวกันได้ อาจแข็งแกร่งกว่าแยกกันแข่ง โดยเฉพาะเมื่อโจทย์ร่วมคือการแย่งส่วนแบ่งจากผู้นำตลาดเดิม
📍สิ่งที่ต้องจับตา
ยังไม่มีการเปิดเผยว่าสัดส่วนโทเคนจะกระจายไปบนบล็อกเชนไหนมากที่สุด และถึงแม้ผู้ก่อตั้งจะยืนยันว่ายังสนับสนุนสเตเบิลคอยน์สกุลอื่นต่อไป (รวมถึง USDC) นั่นหมายความว่า OUSD ต้องแย่งพื้นที่แม้แต่ในหมู่พันธมิตรของตัวเอง บททดสอบจริงจะอยู่ที่ว่าพันธมิตรทั้ง 200 แห่งจะผลักดัน OUSD ผ่านผลิตภัณฑ์ของตัวเองจริงจังแค่ไหน ไม่ใช่แค่สภาพคล่องตั้งต้นที่มีวันเปิดตัว
โครงสร้างผลตอบแทนออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์การกระจายแล้ว ที่เหลือคือต้องพิสูจน์ว่าพันธมิตรจะใช้มันจริงหรือแค่ถือหุ้นเฉย ๆ
Source



ความคิดเห็น